คำศัพท์เกี่ยวกับ Forex ที่ควรรู้
คำศัพท์เกี่ยวกับ Forex ที่ควรรู้
[แสดงรูปทั้งหมด]

พื้นฐานที่ดี จะทำให้คุณสามารถพัฒนาความรู้ในการเทรดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งปัญหาหลักๆ เลย ในการเริ่มศึกษาเรื่อง Forex ก็เป็นเรื่อง “คำศัพท์”

นี่แหละและบอกได้เลยว่าเซียนแต่ละคนที่เทพๆ ก็เคยติดตรงนี้มาแล้วทั้งนั้น และศัพท์ต่างๆ เหล่านี้ก็มีมาก และต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจพอสมควรเลย ดังนั้นผมแนะนำว่าวิธีที่เร็วที่สุดที่จะทำให้คุณเริ่มต้นเทรดได้ก็มีวิธี เดียว คือ “เริ่มเทรดตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย” หากติดตรงไหน ไม่เข้าใจศัพท์อะไร ค่อยมาเปิดบทความนี้ดูอีกรอบได้คับ ผมจะพยายามอัพเดตคำศัพท์ใหม่ๆ ให้นะคับ


Forex
Forex คำๆ นี้ เรียกได้ว่าสมควรรู้ที่สุดในสามโลกแล้วล่ะครับ เพราะหากยังไม่รู้ว่าเค้าซื้อขายอะไรกัน ก็เท่ากับล้มเหลวในแล้วล่ะครับ แต่ก็อย่าพึ่งตกใจไป เพราะผมจะมาแนะนำให้ครับว่าอะไรเป็นอะไร คำว่า Forex มาจากคำว่า Foreign Exchange หรือ Foreign Exchange Currency หรือ FX ก็ได้ แล้วแต่ตำราเลย แต่ก็เอาเป็นว่ามันคือคำๆ เดียวกันนี่แหละ ทีนี้พอพูดถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของราคานั่นแหละ คุณคงจะเคยได้ยินคำว่า Price discount everything ซึ่งหมายความว่าราคาสะท้อนสะท้อนทุกสรรพสิ่ง … ความหมายตรงตัวครับ ราคามันสะท้อนทุกสรรพสิ่งจริงๆ เพราะระบบมันวางอยู่บน Demand & Supply ที่อยู่บนความโลภและความกลัวของมนุษย์ (Greed & Fear) ซึ่งแน่นอนว่าเราควบคุมมันไม่ได้ เมื่อเราควบคุมมันไม่ได้ คนอื่นก็ควบคุมมันไม่ได้เช่นเดียวกัน มันเลยสะท้อนออกมาอยู่ในรูปแบบของราคานั่นเอง (มันผันผวนก็เพราะความโลภและความกลัวนี่แหละ) นั่นหมายความว่าหากเราเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจความโลภ เข้าใจความกลัวของมนษย์ เราก็จะสามารถอยู่รอดในตลาด Forex ได้


ทีนี้มาดู กันต่ออีกนิดนึง ถ้าเป็นหุ้นคุณอาจจะพอรู้มาบ้างว่าเค้าซื้อขายอะไร เพราะอย่างน้อยมันก็ยังเป็นสิ่งที่เรายังเข้าใจอยู่ แต่พอมาเป็น Forex หลายคนถึงขั้นหงายหลังกันเลยทีเดียว เพราะไม่รู้ว่าเค้าซื้อขายอะไรกัน จริงๆ แล้วผมสามารถสรุปได้สั้นๆ ง่ายๆ ว่า “มันคือการซื้อขายคู่เงิน” นี่นแหละ แต่จะให้ขยายความให้เข้าใจง่ายกว่านั้น ก็คงต้องยกตัวอย่าง เอาคู่เงินยอดนิยมอย่าง EUR/USD ก็แล้วกัน

 

 

 

ยังคงเชื่อว่าพลังแห่งรูปภาพ จะสามารถอธิบายให้คุณเข้าใจหลักการมันได้อย่างถ่องแท้ การซื้อขายคู่เงิน แท้จริงแล้วมันมีลักษณะเหมือนในรูปด้านบนนี้แหละครับ หากคุณคิดว่าทิศทางของค่าเงิน EUR มันจะต้องขึ้นไปเรื่อยๆ แน่ๆ เลย (แข็งค่า) เมื่อคุณมั่นใจแบบนั้นคุณก็สามารถเปิดออเดอร์ Buy ได้เลย ซึ่งมันเป็นการซื้อค่าเงิน EUR นั่นเอง ถ้ากราฟมันขึ้นจริงๆ แสดงว่าค่าเงิน EUR กำลังแข็งค่าอยู่ ในขณะเดียวกันแสดงว่าค่าเงิน USD กำลังอ่อนแรงลงเรื่อยๆ นั่นเอง ดูจากรูปก็คือลูกศรสีเขียวนั่นเอง

เอา ล่ะ ทีนี้ถ้า USD เกิดแข็งค่าขึ้นมาบ้าง และ EUR เกิดอ่อนแรงลง ก็จะเหมือนกับลูกศรสีแดงเลย คุณก็จะเห็นแท่งเทียนสีแดงยาวๆ เลยล่ะครับ ทีนี้คุณคงจะรู้แล้วล่ะคับว่า เค้าซื้อขายอะไรกันในตลาด Forex แต่ทีนี้ก็น่าจะมีคำถามตามมาว่า … แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าอะไรจะแข็งค่า อะไรจะอ่อนค่า … คำตอบก็คือ คุณไม่มีทางรู้เลย ว่าอะไรมันจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าเมื่อไหร่ แต่ก็อย่าพึ่งท้อใจไปครับ เพราะมันขึ้นอยู่กับความโลภและความกลัวของมนุษย์ทั่วโลก ดังนั้นคุณกำลังต่อสู้อยู่กับ Trader ทั่วโลกอยู่นั่นเอง คุณสามารถพยากรณ์โดยใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์ก็ได้ หรือจะติดตามข่าวเศรษฐกิจของโลกก็ได้ สำหรับเว็บไซท์ที่อยากแนะนำเอาไว้ติดตามข่าวก็คือ www.forexfactory.com โดย เฉพาะ Myfxbook ผมแนะนำว่าใครที่ใช้ Android นี่เยี่ยมเลยครับ เพราะมี App ให้โหลดด้วย ซึ่งเตือนเราได้ด้วยว่าจะมีข่าวมาเวลาไหน เมื่อไหร่ สำคัญระดับไหน (ว๊าว!! เยี่ยมไปเลย) แต่ก็นะ การดูข่าวก็ควรดูแค่พอเป็นกระษัยก็พอแล้ว ไม่ควรดูจนเครียด เพราะบางครั้งราคาก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข่าวเสมอ อย่าลืมว่าข่าวมันขึ้นอยู่กับความโลภและความกลัวของมนุษย์เท่านั้น หากคุณเข้าใจเรื่องนี้ได้ คุณก็เป็น Trader ที่มีชีวิตรอดในตลาด Forex ได้แล้วล่ะครับ

Pip หรือ Point หรือ จุด

คำว่า Pip ย่อมาจาก Price Interest Point มันคือหน่วยที่เล็กที่สุดของคู่เงินนั้นๆ บางที่ก็เรียก Point บ้านเราก้เรียกว่า “จุด” ก็มี แต่ส่วนใหญ่ Forex Trader ก็มักจะเรียกว่า Pip กันจนติดปากไปซะแล้ว แล้วมันเอาไว้ใช้ทำอะไร เป็นคำถามที่ดี มันเป็น “หน่วยวัด” ของระยะทางที่เราสนใจในแต่ละคู่เงิน ยกตัวอย่าง สมมติเราสนใจที่คู่เงิน EUR/USD ซึ่งราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.29500 ถ้าเกิดว่าจบวันราคาถึงไปอยู่ที่ 1.29600 ก็แสดงว่า ราคาขึ้นไปสูงถึง 100 pips เลยทีเดียว ดังนั้น pip จะบอกว่าเอาไว้นับทศนิยมหลักสุดท้ายก็ได้

Trader

ถ้าคุณพยายามหาความหมายของคำๆ นี้ ก็ยินดีด้วยครับ เพราะคุณก็เป็นคนนึงที่พร้อมที่จะเป็นเทรดเดอร์ (Trader) แล้วล่ะ จริงๆ แล้ว Trader ก็คือคนที่ซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเช่น หุ้น ตราสารหนี้ ตามสารอนุภัณฑ์ ค่าเงิน เป็นต้น ซึ่งถือเป็นวิชาชีพสาขาหนึ่งเลยก็ว่าได้ คนที่ยึดถืออาชีพนี้ส่วนใหญ่ก็จะเรียกว่าเป็น Full-time Trader นั่นก็คือเป็น Trader อย่างเดียวเลย ซึ่งในประเทศไทยเองก็มี Full-time Trader อยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ทั้งเปิดเผยตัวบาง อยู่ในกลีบเมฆบ้างแต่ก็เป็นอาชีพในฝันของใครหลายๆ คน แต่บอกได้เลยว่ามันไม่ใช่อาชีพที่สบายอย่างที่ใ่ครคิดกัน หากคุณกำลังติดภาพ Trader ว่าต้องเป็นคนที่นั่งว่างๆ แล้วก็มีเงินไหลเข้ามาเรื่อยๆ แบบไม่ทำอะไรเลยนี่ บอกได้เลยว่าผิดถนัด เพราะ Trader คือผู้ที่ฝึกตนอยู่เสมอ ยิ่งอยู่ในวงการมานานก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าคุณอยากเป็น Trader ก็ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ต่างๆ ให้มากๆ นะครับ สู้ๆ ครับ เริ่มจากพื้นฐานนี่แหละครับ สำคัญที่สุด

SL หรือ S/L

SL ย่อมาจากคำว่า Stop Loss ซึ่งแปลว่า “การหยุดขาดทุน” หรือ “การหยุดความเสียหาย” ซึ่งหากไปอ่านตำราหลายๆ เล่ม อาจจะเรียกคำๆ นี้ว่า Cut Loss ซึ่งความหมายก็เหมือนกัน เพราะมันคือจุดที่มากที่สุดที่เรารับความเสี่ยงได้ ดังนั้นเราควรจะบริหารความเสี่ยงให้เห็น (Risk Management) และต้องเข้าใจกันก่อนว่า การหยุดการขาดทุนไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องขาดทุนเสมอไป คนที่เข้าใจเรื่อง Stop Loss คือคนที่เข้าในเรื่องการลงทุนและเข้าใจเรื่อง Cycle ด้วย ซึ่งใน Forex เราสามารถกำหนดจุด SL ได้เลยในโปรแกรม Meta Trader

TP หรือ T/P

TP ย่อมาจากคำว่า Take Profit ซึ่งแปลว่า “การเอากำไร” หรือ “การทำกำไร” ก็ได้ ลักษณะคล้ายๆ SL นั่นแหละครับ สำหรับเจ้า TP จะเป็นการกำหนดจุดที่เป็นเป้าหมายในการเทรดของเราในแต่ละครั้ง ว่าเมื่อเราเปิด Order แล้ว ต้องการทำกำไรถึงระดับไหน จุดไหน ตรงไหน เมื่อเราตั้งไปแล้วจะได้ไม่ต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอครับ (หรือจะเฝ้าเพื่อรอลุ้นว่าจะชน TP รึปล่าวก็ได้ครับ) โดยคุณสามารถเข้าไปตั้งตอนเปิด Order ได้เลยครับ ดังนั้นหากคุณหัดบริหารเรื่อง TP และ SL บ่อยๆ มันจะทำให้คุณเป็น Trader ที่เก่งได้ในอนาคตนั่นเอง

Lot หรือ Lots หรือ Size

เรื่อง Lot นี่เมื่อก่อนผมไม่เข้าใจมันเลยซักนิด ยิ่งหาอ่านก็ยิ่ง งง จนวันนึงผมได้ลองมาเทรด Forex ด้วยตัวเอง ได้ลองเปิด Order แค่ซัก 1-2 อัน ผมก็เข้าใจมันแบบถ่องแท้เลยแหละครับ ดังนั้นเลยแนะนำไว้ก่อนเนิ่นๆ เลยว่า ถ้าหากยังไม่เข้าใจเรื่อง Lot อยากให้ลองไปเทรดบัญชีทดลองดูก่อน ซักไม่เกิน 10 Order ผมว่าคุณก็จะเข้าใจมันดีเลยแหละ

แต่ถ้าถามถึง ความหมายแล้วล่ะก็ คงต้องบอกว่า Forex เนี่ย เวลาจะเทรดเค้าจะเทรดกันเป็น Lot ซึ่งขนาดมาตราฐานของ 1 Lot ก็คือ 100,000 Unit แต่ละ Broker ก็จะมีบัญชีแบบต่างๆ ให้เลือก เช่นถ้าเป็นบัญชีแบบ Mini ก็จะได้ 1 Lot คือ 10,000 Unit และจะมีเรื่องของ pip เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะว่าค่าเงินเราจะคิดเป็น pip (ถ้าคุณมีประสบการณ์เทรดบัญชี Demo มาก่อน น่าจะเข้าใจตรงนี้ได้มากขึ้นครับ เพราะแรกๆ ผมก็งงไอ้ประโยคแบบนี้เหมือนกัน)

โอเค เมื่อเข้าใจเรื่อง Standard Lot แล้ว ทีนี้เราลองมาคำนวณกันดูดีกว่าครับ จะได้เข้าใจมันได้มากขึ้น สมมติว่าผมเทรดคู่เงิน EUR/USD ซึ่งราคาในขณะนั้นอยู่ที่ 1.29500 ผมเลือกบัญชี Mini ที่สี Standard Lot อยู่ที่ 10,000 Unit และผมเลือกที่จะเทรดด้วยขนาด 0.01 Lot ทีนี้ถ้าลองคำนวณดูจะได้ดังนี้

(0.01 x 1.29500) x 10,000 = 129.5

นั่น หมายความว่ามูลค่าต่อ pip ในขณะนั้นคือ $129.5 นั่นเอง แต่ละ Broker ก็จะมีวิธีคิดมูลค่าของ pip ที่ไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะไม่ว่าจะคำนวณด้วยวิธีไหนก็ยังสามารถบอกได้ว่าในตอนที่คุณกำลังเทรด อยู่นั้น มีมูลค่าต่อจุดเท่าไหร่ มาถึงตอนนี้หากยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรครับ ค่อยๆ เทรดไปเรื่อยๆ หลังจากเข้าใจมันระดับนึงก็ค่อยกลับมาอ่านอีกทีก็ยังได้ครับ

Profit

จริงๆ คำๆ นี้ใครๆ ก็ชอบ เพราะมันคือ “กำไร” ที่ได้จากออเดอร์นั้นๆ นั่นแหละครับ แต่จริงๆ จะเรียกว่า “กำไร” ก็ไม่ถูกครับ ใน Meta Trader คำว่า Profit มันจะหมายถึงผลลัพธ์จากการเทรดซะมากกว่า ถ้าบอกแบบนี้แล้วแสดงว่าแต่ละครั้งเราสามารถเทรดให้ได้กำไร $0.5 ก็ได้ หรือจะเป็น -$0.5 ก็ได้เช่นกัน

Bid Price

คือราคาที่เราจะขาย (Sell) โดยคุณต้องท่องคำนี้ไว้ว่า “Bid จะอยู่ต่ำกว่า Ask เสมอ” ให้คุณลองดูประกอบที่รูปด้านล่างซ้ายๆ จะเห็นกราฟอยู่ 2 สีนั่นคือสีฟ้ากับสีน้ำเงิน เส้นสีแดงก็คือราคา bid ซึ่งเวลาที่เราเปิดออเดอร์ Sell (ปุ่มสีแดง) จุดที่ Broker จะเปิดออเดอร์ให้จะอยู่ที่ราคา Bid นั่นเอง เค้าเลยมีคำให้จำง่ายๆ ว่า เวลาเราขาย เราจะได้ราคา bid นั่นเอง มันทำให้ทุกครั้งที่เราเปิดออเดอร์ เราถึงได้ขาดทุนอยู่เสมอ

Ask Price

คือราคาที่เราจะซื้อ (Buy) โดยคุณต้องท่องคำนี้ไว้ว่า “Bid จะอยู่ต่ำกว่า Ask เสมอ” ผมมีรูปประกอบอยู่ด้านล่าง ซึ่งคำอธิบายคล้ายกับ Bid Price นั่นแหละครับ แต่สำหรับเจ้า Ask Price นี้จะเป็นเส้นที่อยู่ข้างบน ซึ่งเป็นเส้นสีฟ้านั่นเอง เวลาเราส่งคำสั่งเพื่อ “ซื้อ” เราก็จะได้ตำแหน่งที่ราคา Ask และระยะห่างระหว่าง Ask Price กับ Bid Price นี้แหละที่เค้าเรียกกันว่า Spread นั่นเอง … นี่แหละที่ผมพยายามจะบอกว่า แต่ละ Broker ก็มีค่า Spread ที่ไม่เท่ากัน 

Spread

ถ้าคุณเข้าใจราคา Bid กับราคา Ask มาจากหัวข้อด้านบนแล้วก็ไม่ยากอะไรแล้วล่ะครับ เพราะ Spread ก็คือ ระยะห่างระหว่าง Bid price กับ Ask Price นั่นเอง ซึ่งตรงนี้คือประเด็นหลักที่จะทำให้ Broker ได้เงินจากเราเลย โดยในแต่ละ Order ที่เราเปิดจะต้องขาดทุนเสมอ (เพราะต้องเสียให้กับ Broker) ซึ่งแต่ละช่วงเวลาจะมี Spread ที่ไม่เท่ากัน (มีระยะห่างไม่เท่ากัน) อย่างตอนที่ข่าวมา หรือเป็นช่วงที่ราคาพุ่งแรงๆ หรือช่วง Trend ช่วงนี้เข้า Order ก็ยากอยู่แล้ว พอเข้าได้ จุดที่เข้าได้กลับอยู่สูงกว่าที่เราเล็งเอาไว้ซะอีก ก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะนั่นคือค่า Spread นั่นเอง แต่ถ้าเป็นช่วงที่ไม่มีข่าว หรือช่วง Sideway เวลาเปิด Order ตรงไหนก็แทบจะได้ตรงตำแหน่งนั้นเลย

Long

จริงๆ แล้วคำว่า Long ชอบมีคนใช้กันผิดบ่อยๆ ว่าเป็นการเปิดออเดอร์เพื่อซื้อ (Buy) แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่า Long หรือ Short จะเป็นการบ่งบอก Position เท่านั้นครับ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับออเดอร์เลย ดังนั้นถ้าจะให้หมายถึงออเดอร์ ก็จะใช้คำว่า Buy ไปเลย

ยกตัวอย่าง (เพื่อจะได้เข้าใจคำว่า Long Position มากขึ้น)

  • ถ้าคุณ Buy SET50 Future จำนวน 5 Lots และทำการ Sell Set50 Future จำนวน 3 Lots เท่ากับว่าคุณถือ Long Position ทั้งหมด 2 Lots
  • ถ้าคุณ Buy AOT 100,000หุ้น และทำการ Sell AOT 30,000หุ้น เท่ากับว่าคุณถือ Long Position ทั้งหมด 70,000 หุ้น
  • ถ้าคุณ Buy EUR/USD จำนวน 1 Lots และทำการ Sell EUR/USD จำนวน 0.4 Lots เท่ากับว่าคุณถือ Long Position ทั้งหมด 0.6 Lots

Short

ลักษณะเดียวกัน คำว่า Short ก็ถูกมองว่าเป็นการเปิดออเดอร์เพื่อขาย (Sell) ซึ่งจริงๆ คำว่า Long หรือ Short ไม่ได้เกี่ยวกับออเดอร์เลยครับ มันเป็นการบ่งบอกถึง Position เท่านั้น ถ้าต้องการพูดถึงออเดอร์ก็ให้ใช้คำว่า Sell ไปเลย

ยกตัวอย่าง

  • ถ้าคุณ Buy SET50 Future จำนวน 5 Lots และทำการ Sell Set50 Future จำนวน 8 Lots เท่ากับว่าคุณถือ Short Position ทั้งหมด 3 Lots
  • ถ้าคุณ Buy PTT 100,000หุ้น และทำการ Sell PTT 300,000หุ้น เท่ากับว่าคุณถือ Short Position ทั้งหมด 200,000 หุ้น
  • ถ้าคุณ Buy EUR/USD จำนวน 0.8 Lots และทำการ Sell EUR/USD จำนวน 1.0 Lots เท่ากับว่าคุณถือ Short Position ทั้งหมด 0.2 Lots

Equity

คือ จำนวนเงินทั้งหมด ณ เวลาปัจจุบัน ซึ่งมันจะแสดงให้เห็นว่า ถ้าเราปิด Order ตอนนี้ เราจะมียอดเงินคงเหลือเท่าไหร

Balance

คือจำนวนเงินที่แท้จริงของเราที่คงเหลืออยู่ในพอร์ต ซึ่งให้คุณดูรูปภาพด้านบนประกอบได้เลย (ในหัวข้อ Equity) ซึ่งแสดงเป็นกราฟสีฟ้า

Margin

สำหรับ Margin คือจำนวนเงินที่เราสามารถเอาไปใช้ได้จริงๆ ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น

  • Available Margin คือ จำนวนเงินทั้งหมดที่เราจะใช้ในการเปิด Order
  • Free Margin คือ เงินที่เหลือจาก Margin ซึ่งเงินตรงส่วนนี้เราสามารถเอามาใช้ในการเปิด Order ได้อยู่ ตรงนี้ค่อนข้างสำคัญครับ เพราะถ้ามันเหลือน้อย มันก็จะเปิด Order ต่อไม่ได้นั่นเอง
  • Margin Level คือ อัตราส่วนระหว่าง Equity และ Available Margin (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์) ซึ่งเจ้า % ตรงนี้จำไว้แค่ว่า ยิ่งเยอะยิ่งดีครับ เหตุผลที่ยิ่งเยอะยิ่งดีก็เพราะว่า ถ้ามันน้อยกว่าประมาณ 50% ทาง Broker จะบังคับให้เราปิด Order เองโดยอัตโนมัติเลย ซึ่งแต่ละบัญชีจะมีระดับของ Margin Call ที่ไม่เท่ากันอีกด้วย
  • Margin Call คือเงินประกันขั้นต้น ซึ่งมันจะเกิดขึ้นตอนที่คุณกำลังเปิด Order อยู่ และเงินในบัญชีของคุณลดลงเรื่อยๆ จนต่ำกว่า Margin ขั้นต่ำ (เป็นกรณีที่คุณถือ Order ไว้ แต่มันผิดทางเยอะขึ้นเรื่อยๆ) เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ ทาง Broker จะทำการไล่ปิด Order ของคุณทีละอันๆ ดูเผินๆ เหมือนถูกเอาเปรียบนะครับ แต่ความเป็นจริงคือเค้าพยายามที่จะรักษาทุนของเราเอาไว้ ไม่ให้มันติดลบ ส่วนใหญ่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นช่วงที่ราคาสวิงตัวแรงมากๆ หรือช่วงข่าวแรงๆ หรือช่วงผันผวนแรงๆ

ดูเผินๆ เหมือนเป็นคำที่ไม่จำเป็นต้องรู้ แต่จริงๆ แล้วคำๆ นี้มันค่อนข้างสำคัญและใช้อยู่บ่อยๆ ทุกครั้งที่เทรดเลยก็ว่าได้ เพราะเวลาเปิด Order มันจะขึ้นอยู่ตลอดเวลาที่แถบด้านล่างของหน้าจอเลยทีเดียว

Leverage

คำๆ นี้เมื่อก่อนผม งง กะมันมากๆ และคนใหม่ๆ ก็งงไม่น่าจะแพ้กะผมในตอนนั้นเลย ผมจะนิยามสั้นๆ มันก่อนละกัน มันคือ “การยืมเงินจาก Broker มาเทรด” จบ เอาล่ะ มาขยายความกัน (เผื่องง) เอาจริงๆ แล้วตลาด Forex สมัยก่อนคนที่จะเทรดได้ต้องเป็นพวกทุนหนาๆ และต้องไม่ใช่คน (ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด) ต้องระดับบิ๊กๆ อย่างพวกสถาบันการเงินระดับประเทศนู่นครับ ถึงจะเทรดได้ เงินต้องหนาแบบสุดๆ จริงๆ ซึ่งมาสมัยนี้ ตลาดมันกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ Trader รายย่อยก็สามารถเข้ามาขับเขี้ยวกันในตลาด Forex ได้เช่นเดียวกัน และที่ถือเป็นจุดเด่นของตลาด Forex ก็อยู่ที่ Leverage นี่แหละครับ เพราะอย่างที่บอกว่าจะเทรดได้ทุนต้องหนา แต่ระดับเราๆ ทุนไม่น่าจะหนาแบบเค้า แต่เพราะเรื่อง Leverage ทำให้คนที่มีทุนเพียงแค่ $1 ก็สามารถเข้ามาเทรดได้ โดยเราจะยืมเงินจาก Broker มาเทรด ทำให้เราก็มีคนที่มีทุนหนาเหมือนคนอื่นๆ เพื่อจะได้เข้ามาเทรดในตลาด Forex ได้

ประเด็นถัดมา ถ้าคุณอ่านย่อหน้าข้างบนจนเข้าใจแล้วว่า มีทุนน้อยๆ ก็สามารถเข้ามาเทรดได้ เพราะเราสามารถยืมเงินจาก Broker มาเทรดได้ ทีนี้ก็มาถึงคำถามว่า แล้วเราจะยืมเงินได้แค่ไหน? หากคุณไปสมัครโบรกเกอร์ต่างๆ ก็จะมีแต่เท่ากันเท่าไหร่ แต่ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นแบบนี้คือ

LEVERAGE ตัวอย่าง
1:1 เช่น เงินของเรา $1 เวลาเอาไปเทรดจริงก็จะมีเงิน $1 ในพอร์ต
1:2 เช่น เงินของเรา $1 เวลาเอาไปเทรดจริงก็จะมีเงิน $2 ในพอร์ต
1:10 เช่น เงินของเรา $1 เวลาจะเอาไปเทรดจริงก็จะมีเงิน $10 ในพอร์ต หรืออีกตัวอย่าง เช่น เงินของเรา $5 เวลาเอาไปเทรดจริงก็จะมีเงินในบัญชีทั้งหมด $50 ในพอร์ตนั่นเอง ซึ่ง Broker จะให้เรายืม $45 นั่นเอง
1:100 เช่น เงินของเรา $1 เวลาเอาไปเทรดจริงก็จะมีเงิน $100 ในพอร์ต
1:200 เช่น เงินของเรา $1 เวลาเอาไปเทรดจริงก็จะมีเงิน $200 ในพอร์ต
1:400 เช่น เงินของเรา $1 เวลาเอาไปเทรดจริงก็จะมีเงิน $400 ในพอร์ต หรืออีกตัวอย่าง เช่น เงินของเรา $5 เวลาเอาไปเทรดจริงก็จะมีเงินในบัญชีทั้งหมด $2,000 นั่นเอง โดย Broker จะให้เรายืมทั้งหมด $1,995 นั่นเอง
1:500 เช่น เงินของเรา $1 เวลาเอาไปเทรดจริงก็จะมีเงิน $500 ในพอร์ต
1:1000 เช่น เงินของเรา $1 เวลาเอาไปเทรดจริงก็จะมีเงิน $1,000 ในพอร์ต (ได้เฉพาะบาง Broker เท่านั้น)
1:2000 เช่น เงินของเรา $1 เวลาเอาไปเทรดจริงก็จะมีเงิน $2,000 ในพอร์ต (ได้เฉพาะบาง Broker เท่านั้น)

Order

โอ้ คำนี้เป็นคำที่คุณต้องเจอตลอดเวลาเลย เพราะออเดอร์ (Order) ก็คือคำสั่งที่เราส่งไปยัง Broker เพื่อทำการซื้อหรือขายคู่เงินนั่นเอง การส่งคำสั่งเพื่อซื้อก็จะเรียกว่า Buy และสำหรับการส่งคำสั่งเพื่อขายก็จะเรียกว่า Sell

Pending Order

ถ้าคุณเข้าใจคำว่า Order เรียบร้อยแล้ว ทีนี้มาเจอกับคำว่า Pending Order กันบ้าง เพราะคำนี้แปลว่า “การส่งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า” ซึ่งต่างกับคำสั่งธรรมดามากครับ ปรกติคำสั่งธรรมดานั้นจะเป็นการส่งคำสั่งเพื่อซื้อขาย ณ ตำแหน่งราคาปัจจุบันตรงนั้นเท่านั้น แต่ … ถ้าเกิดว่าเราไม่ว่างมานั่งดูกราฟ และคิดว่าถ้าราคาทะลุแนวต้านขึ้นไปอีก มันจะต้องขึ้นยาวแน่ๆ เลย (แต่ไม่ว่างเฝ้าจอ) เจ้าคำสั่ง Pending Order สามารถช่วยคุณได้ เพราะคุณสามารถตั้งคำสั่งล่วงหน้าให้ Meta Trader สามารถ Buy เพื่อราคามาถึงตรงจุดที่คุณต้องการได้ แต่หากราคามาไม่ถึง คุณก็สามารถกำหนดช่วงหมดอายุของ Pending Order ก็ได้เหมือนกัน ซึ่ง Pending Order มีอยู่ทั้งหมด 4 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

 Stop Order (เอาไว้ตาม)

  • Buy Stop จะเป็นการเปิด Order ที่ตำแหน่งสูงกว่าราคาปัจจุบัน ถ้าคุณคิดว่าราคาน่าจะขึ้นไปเรื่อยๆ ได้อีก ก็รอให้ราคาไปชนกับเส้น Buy Stop ระบบก็จะทำการเปิด Order ให้ทันที
  • Sell Stop จะเป็นการเปิด Order ที่ตำแหน่งต่ำกว่าราคาปัจจบัน ถ้าคุณคิดว่าราคาน่าจะลงไปเรื่อยๆ ก็รอให้ราคาลงมาชนกับเส้น Sell Stop ระบบก็จะทำการเปิด Order ให้ทันที
Limit Order (เอาไว้ดักรอการเด้งกลับของราคา)
  • Buy Limit จะเป็นการเปิด Order ที่ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน  ถ้าคุณคิดว่าราคาน่าจะลงมาถึงจุดนี้ แล้วต้องดีดตัวขึ้นไปแน่ๆ คุณก็ตั้ง Buy Limit เอาไว้ได้เลย พอราคาลงมาจนถึง Buy Limit ที่คุณตั้งเอาไว้แล้ว Order ก็จะถูกเปิดทันที ทีนี้คุณก็รอให้ราคาเด้งขึ้นอย่างที่คุณต้องการได้เลย
  • Sell Limit จะเป็นการเปิด Order ที่สูงกว่าราคาปัจจุบัน ถ้าคุณกำลังคิดอยู่ว่าราคาน่าจะขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงจุดตรงนี้แหละ แล้วมันต้องวกตัวกลับลงมาแน่ๆ คุณก็ตั้ง Sell Limit เอาไว้ได้เลย

Trailing Stop

มัน คือการจำกัดการขาดทุน แต่ไม่จำกัดกำไร (เอ๊ะ ยังไง!?!) อย่างที่บอกไว้ว่าเรื่องเกี่ยวกับ Order ทั้งหลายทั้งปวง คุณจะอ่านไปแล้วไม่เข้าใจมันเลยหากไม่ได้ลงมือไปเปิดออเดอร์ด้วยตัวเอง แต่สมมติว่าคุณได้ไปลองมาแล้ว ผมจะขยายความให้ครับว่ามันคืออะไร คำว่า “จำกัดการขาดทุน แต่ไม่จำกัดกำไร” ขยายความได้ด้วยตัวอย่างว่า สมมติคุณหัดตั้ง SL เป็นแล้ว แต่ทีนี้ไม่รู้จะไปกำหนด TP ตรงไหนยังไงดี ผมว่า Trailing Stop ช่วยได้ครับ
 
การ ตั้ง Trailing Stop คือการขยับจุด Stop Loss ตามราคา Bid/Ask เช่น ถ้าคุณเปิดออเดอร์ Buy และคุณตั้ง Trailing Stop นั่นหมายความว่าหากราคาขึ้นไปเรื่อยๆ เส้น Stop Loss ก็จะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน นั่นหมายความว่าตราบใดที่ราคายังไม่มีทีท่าว่าจะลง คุณก็จะได้กำไรเรื่อยๆ อย่างไรขีดจำกัด แต่หากราคากลับมาชนเส้น Stop Loss ก็หมายความว่าออเดอร์นั้นถูกปิดนั้นเอง ผมถึงอธิบายไว้ในส่วนของ Stop Loss ว่ามันคือจุดหยุดขาดทุน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้กำไร เพราะการหยุดขาดทุนในลักษณะนี้คุณจะได้กำไรไปแล้วนั่นเอง

Demo Account

คำๆ นี้เป็นสิ่งที่ไม่ว่ามือใหม่หรือมือเก่าก็ควรรู้จักอย่างยิ่ง เพราะ Demo Account มันคือ “บัญชีทดลองเทรด”  นั่นเอง
 

Broker

อ่าน ว่า “โบรกเกอร์” แต่หลายๆ คนก็มักจจะอ่านย่อๆ ว่า “โบรก” ซึ่งความหมายเดียวกันอยู่ดี ก็สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ ครับ ยกตัวอย่างเรื่องหุ้นครับ เวลาจะไปซื้อที่ตลาดหรือที่ห้างมันก็ไม่มีใครขายอยู่แล้วล่ะ ก็ต้องสงสัยแน่ๆ ว่า “แล้วเราจะไปซื้อที่ไหนหุ้นที่ไหนดี” เช่นเดียวกันกับค่าเงินแหละครับ ไปซื้อที่ตลาดไม่ได้อยู่แล้ว ไม่มีแม่ค้าพ่อค้าคนไหนขาย ดังนั้นเวลาจะซื้อก็ต้องผ่านคนกลาง หรือที่เรียกว่า Broker นั่นเอง ทีนี้พ่อค้าคนกลางจะได้อะไรล่ะ? แต่ละ Broker จะได้เงินจากเราในค่า Spread ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีค่า Spread ไม่เท่ากัน
 
=========================================
ขอบคุณที่มา http://www.thailandfxwarrior.com
 

ถ้าคุณต้องการใช้เครื่องมือ TUFX ฟรี เพียงคุณเปิด Port และ คุณก็สามารถใช้งานเครื่องมือ TUFX ฟรี
เปิด Port ได้ตาม Link ต่อไปนี้

โบรกเกอร์ Vantage Fx


คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ? รอโหลดสักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย.

โปรแกรมสรุปข้อมุลทางเทคนิคได้รับการควบคุมระบบการทำงานโดย Investing.com ประเทศไทย

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ..